www.doodee4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  |  
 ตะกร้าสินค้า (0)

โครงการฟื้นฟูสุขภาพด้วยเอนไซม์ เจนิฟู้ด

เอนไซม์ เรื่องที่ควรรู้

            เอนไซม์ คือ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต โดยเอนไซม์จะเข้าไปจับกับสารตั้งต้นแบบจำเพาะเจาะจงเสมือนกับแม่กุญแจที่ใช้ได้กับลูกกุญแจเพียงแบบเดียวเท่านั้น และเอนไซม์จะเปลี่ยนสารตั้งต้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าที่จะเกิดเองตามธรรมชาติ  โดยปราศจากเอนไซม์ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

เอนไซม์ แบ่งเป็น 2 ชนิด
• เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) พบในอาหารดิบทุกชนิด ถ้ามาจากพืช เรียกว่า เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) ถ้ามาจากสัตว์ เรียกว่าเอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme)
• เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตโดยร่างกาย ส่วนใหญ่ผลิตจากตับอ่อน เพื่อใช้ย่อยและดูดซึมอาหารที่กินเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ที่มีคุณค่า เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic Enzyme เมตาบอลิค เอนไซม์) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตในเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อการเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโต ตลอดจนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ

ความสำคัญของเอนไซม์
          เอนไซม์ มีความจำเป็นต่อทุกปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ เกลือแร่ วิตามิน และฮอร์โมน จะไม่สามารถทำงานได้หากปราศจากเอนไซม์ ร่างกายมนุษย์ อวัยวะ เนื้อเยื่อ และเซลล์ถูกควบคุมโดยการทำงานของเมตาบอลิกเอนไซม์ เอนไซม์เปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปให้เป็นโครงสร้างทางเคมีที่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในระบบย่อยอาหาร และเข้าสู่กระแสเลือดได้
         เอนไซม์เป็นเสมือนแรงงานของร่างกายที่ทำงานในระบบเมตาบอลิซึม เอนไซม์ทำงานเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ให้สามารถรักษาสุขภาพของร่างกายให้แข็งแรงและรักษาโรคได้อย่างรวดเร็ว หากร่างกายปราศจากเอนไซม์ ร่างกายก็จะเป็นเพียงเสมือนเคมีกองโตที่ไร้ชีวิต เอนไซม์เป็นสารที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้
         อาจจะกล่าวได้ว่า เอนไซม์เกี่ยวข้องกับเกือบทุกระบบในร่างกาย การหายใจ การนอนหลับ การรับประทานอาหาร การทำงาน แลกระบวนการคิดของร่างกายก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ทั้งสิ้น
การทำหน้าที่ของเอนไซม์ ก็คือ
          เอนไซม์ที่มหัศจรรย์เหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ย่อยสลายอาหารให้เล็กลงพอที่จะผ่านเซลล์ผนังลำไส้ แล้วสารอาหารเหล่านี้ก็เข้าสู่กระแสเลือดต่อไป การย่อยอาหารเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหาร เอนไซม์ย่อยอาหารจะถูกดึงมาจากทุกระบบของร่างกายในทันทีเพื่อทำการย่อยอาหาร
          แต่ทว่าเอนไซม์ย่อยอาหารเหล่านี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆอีกคือเอนไซม์ยังช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นประสาท และต่อมต่าง ๆ     เอนไซม์ยังช่วยไต ปอด ตับ ผิวหนัง และลำไส้ ในการขับของเสีย และ ในการที่จะซ่อมแซม ควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบอื่นๆของร่างกายด้วย แต่ระบบเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อส่งเอนไซม์ไปให้ระบบย่อยอาหาร วิธีแก้อย่างหนึ่งคือ รับประทานเฉพาะอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก อาหารก็จะมีเอนไซม์เพียงพอที่จะย่อยตัวเองอยู่แล้ว อีกวิธีคือ รับประทานเอนไซม์เสริมสกัดจากพืช
          อย่าลืมว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต ที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดการหมักในลำไส้ หากเป็นอาหารกลุ่มไขมัน พวกผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันต่างๆ ของทอด จะเหม็นหืน และถ้าเป็นกลุ่มโปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ถั่ว ต่างๆ ก็จะเน่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเรานี้จะมีปัญหาเรื่อง ท้องผูก แก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลมหายใจเหม็น
อีกบทบาทหนึ่งของเอนไซม์คือ รักษาระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันได้แก่ สลายไขมัน ลำเลียงอาหารเข้าสู่เซลล์ แจกจ่ายพลังงานไปยังเซลล์ที่ต้องการ ทุกกลไกของร่างกายตั้งแต่การสร้างกล้ามเนื้อกระดุก ต่อมต่างๆ และเส้นประสาท ไปจนถึงการกำจัดพิษออกจากร่างกาย ล้วนต้องอาศัยการทำงานของเอนไซม์ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตจากธรรมชาติ 
          เอนไซม์ สามารถผลิตได้ในร่างกายของมนุษย์ โดยตับอ่อน ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารมากที่สุด แต่ถึงแม้เอนไซม์จะถูกผลิตได้โดยตับอ่อน แต่เราควรคำนึงถึงเอนไซม์ที่มีอยู่ในอาหารเพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหารร่วมกับเอนไซม์ในร่างกายด้วย เพราะมนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการผลิตและใช้เอนไซม์อย่างจำกัด เสมือนกับพลังงานที่สะสมอยู่ในแบตเตอรี หากใช้เอนไซม์สิ้นเปลืองอาจนำไปสู่ภาวะพร่องเอนไซม์ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยของสภาพร่างกายได้
           เมื่อชีวิตคือการทำงานร่วมกันของเอนไซม์อย่างมีระบบ เมื่อเอนไซม์เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ก็หมายถึงความชราเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการมีชีวิต ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วย จนถึงร่างกายทรุดโทรมและตายได้
           ทำให้เห็นได้ว่า เอนไซม์ มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและร่างกายอย่างไร การเสริมเอนไซม์จากอาหารเพื่อช่วยยืดอายุของเซลล์ และลดการทำงานของตับอ่อนในการผลิตเอนไซม์ จึงเสมือนเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณ
เอนไซม์ควรจะถือว่าสำคัญกว่าแก๊สออกซิเจนที่ใช้หายใจ
       ชีวิตที่ปราศจากเอนไซม์จะไม่สามารถอยู่ได้ แต่อากาศหรือแก๊สออกซิเจนสำหรับหายใจสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ แท้ที่จริงเป็นความสำคัญในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะแก๊สออกซิเจนที่เราต้องใช้หายใจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในพืชใบเขียวซึ่งผลิตเอนไซม์เป็นตัวเร่งโดยเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นแก๊สออกซิเจนโดยมีแสงแดดเป็นตัวช่วย

ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีมากพอ
       ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีมากพอ มนุษย์อาจอายุยืนถึง 120ปี เพราะเซลล์ในร่างกายสามารถแบ่งตัวได้ตามกำหนดของโปรแกรมในนาฬิกาชีวิต ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำ โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆเกิดได้ง่ายมาก หนังสือ“เอนไซม์ในอาหารว่า สุขภาพ คือปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ที่บูรณาการ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จึงทำให้ทุกเซลล์ของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติสุข

อายุมากขึ้น เอนไซม์ผลิตได้น้อยลง,คุณภาพต่ำ
       การขาดเอนไซม์ย่อยอาหารมีได้หลายสาเหตุ แต่การขาดชนิดเดียวที่ตับอ่อนไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การขาดเอนไซม์เนื่องจากมีอายุมากขึ้นหนุ่มสาวอายุ 21-31 ปี มีเอนไซม์อไมเลสในน้ำลายมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ  69-100 ปี  ถึง 30  เท่า  อายุมากขึ้น เอนไซม์ผลิตน้อยลงมาก แต่ความต้องการใช้ยังคงเหมือนเดิม การขาดแคลนเมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิตามินหรือเกลือแร่สำคัญๆ
        ถ้าไม่มีเอนไซม์ วิตามินก็คือเศษผงธรรมดา  เซลล์ทั้ง 60 ล้านล้านเซลล์ ต้องใช้เอนไซม์เพื่อเร่งปฏิกิริยาเคมี ถ้าไม่มีเอนไซม์ ชีวิตจึงดำรงอยู่ไม่ได้ วิตามิน เกลือแร่ คือ ตัวร่วมกับเอนไซม์ (Coenzyme) โดยตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่วมด้วย วิตามินและเกลือแร่ก็เปล่าประโยชน์ เอนไซม์เป็นผู้สร้างเซลล์ สร้างอวัยวะ สร้างร่างกาย และสร้างชีวิต
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ คือ

1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสร้างเอนไซม์ขึ้นมาใช้เองด้วยความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน
2. เอนไซม์เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพ ถ้าย่อยได้ไม่ดี ถึงกินอาหารแสนดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น
3. เอนไซม์ควบคุมและเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมี จะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถรอได้
4. เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัวและทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้งต้นที่ถูกกำหนดเท่านั้น เอนไซม์ชนิดย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง
5. เอนไซม์ถูกทำลายโดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 118 องศาฟาเรนไฮด์ หรือ เอนไซม์เปราะบางมาก
6. การแช่แข็ง ไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์
7. การขาดเอนไซม์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่รักษาสุขภาพของตนเอง บางกรณีเกิดจากปัญหากรรมพันธุ์
8. เอนไซม์ที่มีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) ในร่างกายสัมพันธ์กับโรคของความเสื่อมต่างๆ (ถ้าเอนไซม์ต่ำมาก โรคแห่งความเสื่อมก็เกิดขึ้นมากตาม)

สภาพเมื่อขาดเอนไซม์

อาการที่ท่านรู้สึกด้วยตัวเอง (Symptom)ว่าท่านน่าจะขาดเอนไซม์ คือ
• รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
• อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome)
• ท้องผูก
• ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด
• ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็น
• อุจจาระจมน้ำ และอุจจาระเหม็นมาก
• มีกลิ่นปาก
• มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่าย บางครั้งถึงขนาดหอบหืด
• เวลาเป็นแผลจะหายช้า
• น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย

อาการที่แพทย์ตรวจพบ (Sign)ว่าท่านกำลังขาดเอนไซม์ คือ
• ตับอ่อนบวม
• เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังกินอาหาร 30 นาที
• น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7)
• ในปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดจากอาหารไม่ย่อยจึงบูดในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับน้ำเข้าไปในกระแสเลือด ตับและไตจะกรองสารพิษเอาไว้ และจะขับสารพิษนี้ทิ้งออกทางปัสสาวะ
• ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
• ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย

ในอดีต เมื่อเราพูดว่าร่างกายขาดเอนไซม์ คือสภาวะอาหารไม่ย่อยแต่เมื่อศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ในปัจจุบัน เราพบอาการต่างๆ อีกมากมาย เราสามารถแบ่งสภาพของการมีเอนไซม์บกพร่องออกได้เป็น 3  ชนิดคือ
1. สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (ProteaseDeficiency Conditions)
2. สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions
3. สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency  Conditions)

1. สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (Protease Deficiency Conditions)

            ร่างกายจะไม่สามารถย่อยโปรตีนให้มาเป็นสารอาหารชนิดกรดอะมิโน จึงเกิดอาการของโรคขาดโปรตีน (Protein Deficiency Symptom) มีความเป็นด่างสูงมากเกินไปในเลือด อาจมากกว่า pH 8.0 (Alkaline Excess) ซึ่งปกติมีค่า pH 7.4 การที่ร่างกายขาดความสมดุล (Homeostasis) เพราะด่างสูง กลายเป็นต้นเหตุของความรู้สึกกระวนกระวาย (Anxiety) จนบางคนต้องใช้ยากล่อมประสาทช่วย  ดังนั้นควรให้กินเอนไซม์เสริมชนิดโปรตีเอส ก็จะช่วยให้ดีขึ้น  ถ้าโปรตีนมีจำนวนต่ำในเลือด (Protein Deficiency) ทำให้เกิดอาการขาดแคลนแคลเซียมร่วมด้วย (Calcium Deficiency) แคลเซียมจะต้องอาศัยเกาะติดโปรตีนเมื่อเวลาไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต  ทำให้มีอาการข้ออักเสบ(Arthritis) ตามมาพร้อมโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Problem) ฯลฯ ร้อยละ 45 ของโปรตีนในรูปของกรดอะมิโนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในตับ การที่โปรตีนไม่สามารถถูกย่อยได้จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลกลูโคสต่ำในเลือด(Hypoglycemia) ตามมา เป็นเหตุให้สมองขาดน้ำตาลกลูโคส เกิดความรู้สึกหงุดหงิด (Moody) รำคาญ และฉุนเฉียวง่าย
          
 การขาดเอนไซม์โปรตีเอสก่อให้เกิดโรคขาดสารอาหารประเภทโปรตีน  การขาดโปรตีนในเลือดทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว (Edema) การย่อยโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีกากอาหารที่ไม่ย่อย (Undigested Protien) ไปสะสมบริเวณลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นสาเหตุการเกิดสารพาลำไส้ใหญ่อักเสบ (Mucous Colitis) ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) และอาจถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ได้ โรคตามมาที่คาดไม่ถึงคือ ในเด็กมักเป็นโรคช่องหูอักเสบเรื้อรัง หรือ หูน้ำหนวก (Otitis Media) กับโพรงจมูกของใบหน้าอักเสบ (Sinusitis) การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะและใช้เอนไซม์โปรตีเอสร่วมด้วยจะทำให้หายเร็วขึ้น
         
  ผลของการขาดโปรตีเอสที่กระทบโดยตรงอีกประการก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดการอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายเป็นโปรตีนหรือบางชนิดก็มีโปรตีนเป็นตัวหุ้ม และโปรตีเอสเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยเยื่อหุ้มที่เป็นโปรตีนให้แตกออก เพื่อให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเข้าถึงตัวและทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยง่าย

2. สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions)

            เอนไซม์อไมเลสย่อย แป้ง ข้าว ให้เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) เช่น น้ำตาลกลูโคส และย่อยเม็ดโลหิตขาวที่ตาย ให้หมด ไปดังนั้นถ้าร่างกายขาด
เอนไซม์อไมเลส ท่านจะเกิดเป็นฝี (Abscess) ได้บ่อยๆ ผู้ป่วยที่ปวดฟัน เหงือกรอบฟันเป็นหนองง่ายมาก การที่กินหวานจัดๆ ร่างกายต้องใช้เอนไซม์อไมเลสมากจนผลิตไม่ทัน จึงทำให้เป็นฝีง่าย นอกจากนั้นยังเป็นที่ปอดและผิวหนังได้ง่ายอีกด้วย  ปอดและผิวหนังเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ การขาดเอนไซม์อไมเลสจึงทำให้เกิดอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นที่ปอดอาจจะแสดงอาการของโรคหืด (Asthma) และถุงลมพอง (Emphysema) ส่วนผิวหนังจะมีอาการของโรคผิวหนังเป็นสะเก็ดพุพอง มีน้ำเหลือง (Eczema) หรือเป็นโรคผิวหนังชื่อ สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคเริม (Herpes)การรักษาให้ใช้เอนไซม์เสริมเพื่อกินร่วมกับยา โดยให้มีเอนไซม์อไมเลสในสัดส่วนที่มากกว่าเอนไซม์อย่างอื่น

3. สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency Conditions)

            เอนไซม์ไลเปสมีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมัน การขาด
ไลเปสจึงเกิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด(High Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์สูง (High Triglyceride) เป็นต้นเหตุของน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Atherosclerosis) ความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจขาดเลือด(Heart Inflection) โรคลมปัจจุบันหรือสมองขาดเลือด (Stroke)การขาดเอนไซม์ไลเปสทำให้ความสามารถของเยื่อหุ้มเซลล์บกพร่อง นั้นคือ สารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายไม่อาจจะซึมผ่านเข้าเซลล์ ส่วนของเสียภายในเซลล์ก็ขับออกมาทิ้งข้างนอกไม่ได้สำหรับอาการที่พบบ่อยๆ อีกอย่างคือ  กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง (Muscle Spasm) โดยเริ่มเจ็บร้าวจากบริเวณหน้าอก ไหล่ ลามมาที่คอ ดูคล้ายๆ คอเคล็ด บางครั้งมีกล้ามเนื้อเกร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) อาการต่างๆ ทั้งหมดนี้ ถ้ากินเอนไซม์ไลเปสก็จะช่วยให้ทุเลาขึ้นและหายกลับมาเป็นปกติ

เหตุผลที่รับประทานเอนไซม์เสริม
            จงทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (Make it Simple)นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่า มุมมองที่สำคัญของชีวิตคือ จงมองทุกสิ่งที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย และกฎข้อแรกคือ “ถ้าจำเป็นแต่ไม่มี ก็หามา ถ้าไม่พอ ก็เอามาเสริม”ฟังดูธรรมดาดี ท่านจะนำไปใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ผิดระเบียบอะไร

เอนไซม์เสริม (Enzyme Supplement)

             ปู่ ย่า ตา ยาย มีอายุยืนยาวอยู่กันมาได้ไม่ต้องกินอาหารเสริมหรือกินเอนไซม์เสริม ถือว่าโชคดี เพราะเกิดมาในขณะที่สิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารสด ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีการเติมสารเคมีให้พืชผัก ถ้าเราไปอ่านรายงานสถิติชีพของกระทรวงสาธารณสุข ย้อนหลังกลับไป จะพบว่าโรคหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และมะเร็งในสมัยนั้น แทบจะไม่มีให้เห็น ซึ่งคำว่ามะเร็งในสมัยนั้น จะเป็นคำที่แปลกประหลาดไม่เคยได้ยินมาก่อน

อาหารในปัจจุบันมีคุณภาพต่ำกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

             การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทำให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีมากและใช้ยาฆ่าแมลงอย่างหนัก ทำให้พื้นที่เพาะปลูก เสื่อมโทรม เป็นผลให้พืชผัก มีสารอาหารที่ไม่บริบูรณ์เหมือนแต่ก่อน การเก็บพืชผักผลไม้ก่อนกำหนด ทำให้ลดคุณค่าของอาหารลงไปอีก รวมทั้งรสชาติของผลไม้จะผิดไป การเลือกพืชเพื่อเพาะปลูกไว้จำหน่ายก็เลือกแต่พืชที่มีพันธุ์ทนแมลง ทนกับการขนส่งระยะไกล มากกว่าจะเลือกพืชเพื่อให้คนบริโภคได้คุณค่าทางอาหาร  ในระยะแรก วิตามิน และเกลือแร่ เพียง 2 อย่างที่มีการมุ่งให้เป็นอาหารเสริม ใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ.2473), Dr.Wolfe ชาวเยอรมันได้ค้นพบประโยชน์และวิธีการใช้เอนไซม์ที่มาจากสัตว์ และในเวลาไล่เลี่ยกัน Dr. Howell ชาวอเมริกันได้ศึกษาประโยชน์ของเอนไซม์จากพืช ผลการศึกษาและวิจัยของท่านทั้งสอง ปูทางไปสู่การใช้เอนไซม์มาเป็นอาหารเสริมในปัจจุบัน   การวิจัยในปี ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) ได้พิสูจน์ว่า ดี เอน เอ (DNA) ในเซลล์ของร่างกายเป็นผู้ควบคุมการผลิตเอนไซม์ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์ และถ้าเราแก่ตัวลงมาเมตาบอลิค เอนไซม์ก็จะผลิตได้น้อย เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แท้ที่จริงเกิดจากพื้นฐานของการขาดเอนไซม์  วิชาเอนไซม์ (Enzymology) เป็นวิชาใหม่เอี่ยมเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.2528 และการใช้เอนไซม์เสริม (Enzyme Supplement) เริ่มเป็นที่ยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ราว พ.ศ.2538 นี้เอง
การหุงต้ม การเตรียมอาหาร และการเก็บอาหารเป็นต้นเหตุที่ทำลายเอนไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร

             อาหารที่กินไม่มีเอนไซม์ จำเป็นต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหารที่ร่างกายต้องผลิตออกมาเองจำนวนมาก ทำให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้จำนวนเอนไซม์ที่ควรจะมีในอาหารตามธรรมชาติ ก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากในดินไม่มีแร่ธาตุเหมือนในอดีต  การใช้รังสีเพื่อถนอมอาหาร  การใส่สารกันเสีย การบรรจุกระป๋อง การใช้แก๊สบ่มผลไม้ ฯลฯ ล้วนทำให้เอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย จำเป็นต้องกินอาหารเสริมและเอนไซม์เสริมเพื่อชดเชย และช่วยไม่ให้ร่างกายต้องผลิตเอนไซม์เพิ่มออกมา

            ทารกกินนมแม่ ได้เอนไซม์จากอาหารสมบูรณ์  นมผง นมสดที่ใช้ความร้อนทำลายเชื้อโรค นมข้นหวาน ล้วนเป็นอาหาร ของเด็กทารก ที่ไม่มีเอนไซม์เหลืออยู่ เป็นต้นเหตุให้มีอาหารที่ย่อยไม่หมดไปหมักหมมในลำไส้ใหญ่ เกิดสารพิษซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้เด็กเจ็บป่วยง่าย มีการเก็บข้อมูลพบว่าเด็กที่กินนมขวด มีอันตรายสูงกว่าเด็กที่กินนมแม่ถึง 56 เท่า Dr.Andre Hakanson จากมหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน ค้นพบว่า ถ้าเขาเติมนมแม่ลงไปในเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงไว้ที่เจริญงอกงามอยู่จะตายหมด  เซลล์ดีๆ จะไม่ถูกทำลายเลย  และพบว่าการกินอาหารสดนี้เป็นประโยชน์เพราะมีเอนไซม์ ถ้ากินอาหารสดไม่ได้หรือไม่พอก็ควรกินเอนไซม์เสริมเข้าไปช่วย

มีตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์อยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เป็นจำนวนมาก 

            อาหารที่มนุษย์กินทุกชนิดจะมีตัวห้าม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของพืชและสัตว์ที่จะควบคุมและป้องกันไม่ให้เอนไซม์ย่อยและทำร้ายตัวมันเอง หรือเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป หรือได้พาเอนไซม์ไปส่งถึงจุดมุ่งหมาย เมื่อเอนไซม์ขาดตัวควบคุมหรือขาดตัวห้าม เอนไซม์ก็จะเริ่มทำงานตามหน้าที่และบทบาทของมันอย่างสบาย     อาหารประเภทถั่วชนิดต่างๆ เมล็ดพืช ยอดผักหรือผลไม้ที่ยังอ่อน จะเป็นกลุ่มที่มีตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์อยู่มาก ดังนั้นการกินถั่วดิบๆ จึงทำให้เกิดอันตราย เพราะได้รับตัวห้ามเข้าไปมาก จนยับยั้งการทำงานหรืออาจทำลายเอนไซม์ของร่างกายได้อีกด้วย
คืนชีวิตใหม่ให้ระบบย่อยอาหาร

            มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารของเรา ทำไมเราจึงรับประทานอาหารที่เราเคยรับประทานไม่ได้ คำถามเหล่านี้ถูกถามขึ้นเสมอ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ที่ว่ากันว่าร่างกายของคนเราสามารถย่อยและดูดซึมอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ได้ดีกว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อนนั้นเป็นความเชื่อที่วันหนึ่งจะถูกพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่ผิด อาหารที่ถูกความร้อนแล้วจะผ่านระบบการย่อยอาหารของเราช้ากว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อน ดังนั้นจึงทำให้อาหารเหล่านั้นบูดเน่า ก่อให้เกิดสารพิษเข้าสู่ร่างกายของเรา มีผลต่อหัวใจ ทำให้ปวดหัว มีปัญหาทางสายตา แพ้ และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

           เอนไซม์เสริมที่ได้จากพืชจะช่วยในการย่อยสลายอาหาร ในภาวะที่เหมาะสมจะเกิดขบวนการย่อยอาหารที่สมบูรณ์คือ
• อาหารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
• สารอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
• ของเสียจากขบวนการย่อยอาหารถูกกำจัดออกจากร่างกาย

นอกจากนี้เอนไซม์ที่ได้จากพืชนั้นมีประโยชน์มากกว่าเอนไซม์ที่ได้จากสัตว์เนื่องจากเอนไซม์จากพืชทำงานทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหารขณะที่อาหารยังอยู่ส่วนบนของกระเพาะอาหาร เอนไซม์ก็เริ่มทำงานแล้ว บางครั้งเอนไซม์เริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในหลอดอาหารด้วยซ้ำไป

ประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารของคุณขึ้นอยู่กับความสามารถของกระเพาะอาหารในการเริ่มขบวนการย่อยสลาย การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้นระบบย่อยอาหารของคุณต้องสามารถดูดซึมและแจกจ่ายออกไปได้ทั่วร่างกาย ส่วนแก๊สในทางเดินอาหาร เรารู้ว่าคาร์โบไฮเดรต สามารถเกิดการหมัก ไขมันเกิดการเหม็นหืน โปรตีนเกิดการเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการย่อยสลายอาหารที่ไม่สมบูรณ์
ปัญหาใหญ่ของอาหารที่ไม่ถูกย่อยสลายคือ มันจะไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายและสะสมเป็นของเสีย ทำให้เกิดปัญหาไขมันสูง มีแคลเซียมไปเกาะตามส่วนต่างๆ โรคไขข้อ มีเซลลูไลท์เกิดขึ้น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น
การสลายพิษและเพิ่มเสริม / การฟอกเลือดและลดคลอเลสเตอรอล

            การสลายพิษ (detoxify)หมายถึง การทำลายหรือต่อต้านพิษในร่างกายเรา ในอดีตต้องอาศัย 2 ขบวนการ ขบวนการแรกคือ ต้องทำลายพิษโดยการยุติการรับประทาน (การอดอาหาร) ซึงมักจะทำให้เกิดอาการเหมือนเป็นไข้หวัด เช่นตัวร้อน เพลีย ปวดเมื่อย ขบวนการต่อมาคือต้องเพิ่มอาหารบำรุงให้แก่ร่างกาย แต่ถ้าใช้เอนไซม์เราจะขจัดพิษและบำรุงร่างกายไปพร้อมๆกันโดยไม่มีผลข้างเคียง
         
  การใช้เอนไซม์จะกำจัดความรู้สึกที่ไม่สบายที่มาพร้อมกับการกำจัดพิษ ทำให้เรารู้สึกสบายและมีพลังระดับสูง เป็นวิธีที่ ทำให้ร่างกายเราสวยงามและเป็นวิธีล้างและส่งเสริมร่างกาย
        
  เมื่อเราแก่ตัวขึ้น ร่างกายเราไม่สามารถกำจัดสารพิษจากเลือดและอวัยวะให้มีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ ระบบน้ำเหลืองกรองพวกสารที่ร่างกายไม่ต้องการออก เช่น เม็ดเลือดขาวจะทำลายแบคทีเรียและตัวมันเองก็ตายพร้อมแบคทีเรีย ระบบต่อมน้ำเหลืองนำเศษเซลล์เหล่านี้ไปที่ต่อมน้ำเหลืองเพื่อสลายให้เป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เพื่อนำมาใช้ใหม่ มีจำนวนคนนับล้านที่พยายามหาวิธีช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ เช่น การบริโภคอาหาร Macrobiotic รับประทานอาหารเจ อดอาหาร หรือใช้สมุนไพร วิธีเหล่านี้ช่วยได้บ้างโดยเฉพาะการใช้สมุนไพร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไป คือ เอนไซม์ ถ้าเราบริโภคเอนไซม์สม่ำเสมอจะช่วยทำให้เลือดบริสุทธิ์ โดยสลายโปรตีนเศษของเซลล์ และสารพิษชนิดอื่นๆ เมื่อเลือดอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายเราก็สามารถที่จะซ่อมแซมตัวเองและสะสมแหล่งของเอนไซม์ ผลสุดท้ายคือร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
       
    การรับประทานเอนไซม์ไปพร้อมกับอาหารจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นและทำให้มีการนำอาหารพวกนี้เข้าไปในร่างกาย ถ้ารับประทานเอนไซม์ระหว่างมื้อจะช่วยสลายอาหารที่ไม่ถูกย่อย เพราะฉะนั้นเอนไซม์สำคัญมากในการรักษาโรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินไม่สามารถระงับความอยากอาหารเลยทำให้รับประทานอาหารที่มีแครอรี่สูง แต่ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันรวมกับระบบอื่นๆในร่างกาย เอนไซม์จากพืชเป็นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เราทำลายตัวเองอีกต่อไป
ตัวอย่างของโรคและอาการต่างๆที่สามารถใช้เอนไซม์บำบัดร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ

        ต้นเหตุของการเกิดโรคคืออาหาร เนื่องจากพบว่าคนไทยในสังคมปัจจุบันมีความเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารกันเป็นส่วนมาก เชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่าง ๆ อย่างมากมายอันมีสาเหตุมาจากการ บริโภคอาหาร ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อมเนื่องจากระบบเผาผลาญในร่างการผิดปกติ ถ้าระบบเผาผลาญผิดปกติจะส่งผลทำให้การกำจัดของเสียของร่างกายผิดปกติตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการและโรคจำนวนมาก  ดังต่อไปนี้เช่น อาการสารพัดปวด, เนื้องอก, มะเร็ง, ภูมิแพ้, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคกระเพาะ,โรคลำไส้, โรคไต, ผมหงอกก่อนวัย, กระดูกผุ, ปวดประจำเดือน, ความดันโลหิตสูง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, ต้อเนื้อ, ต้อกระจก, ต้อลม, ตาพร่า ฯลฯ

ท้องผูกเรื้อรังทำให้เกิดสารพิษ
        อาหารที่เรากินแล้วไม่ย่อยจะตกค้างในลำไส้ใหญ่ เมื่อเกิน 6 ชั่วโมงอาหารที่ไม่ย่อยนี้จะเริ่มบูดเน่า คายสารพิษออกมา เส้นเลือดฝอยในลำไส้ใหญ่ก็จะดูดซึมเข้าระบบในร่างกาย ทำให้สารพิษถูกพาไปทุกแห่งทุกอวัยวะร่างกาย และถ้ากากอาหารที่บูดเน่าอยู่นาน หรือเรื้อรังจะกดหลอดเลือดฝอยในลำไส้ใหญ่ตอนปลายทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก คั่งอยู่และบวมจนก่อให้เกิดอาการริดสิดวงทวาร และอาจส่งผลทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย
เอ็นไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของระบบเลือดให้ดียิ่งขึ้น

ข้อเข่าเสื่อม 
         ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีก็คือ ลดอาการปวด ทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปร่างของข้อ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เป็นปกติ การกินยาแก้ปวด หรือ การผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน และ ไม่บริหารข้อเข่าผลการรักษาก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
เอ็นไซม์ : จะช่วยสร้างระบบกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรง และลดอาการปวดต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ต้องผ่าตัด
ความดันโลหิตสูง  ลองนึกภาพสายยางรดน้ำต้นไม้ มีน้ำไหลเป็นจังหวะการปิดเปิดของก๊อก เมื่อเปิดน้ำเต็มที่ น้ำไหลผ่านสายยาง ย่อมทำให้เกิดแรงดันน้ำขึ้นในสายยางนั้น และเมื่อปิดหรือหรี่ก๊อก น้ำไหลน้อยลง แรงดันในสายยางก็ลดลงด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือดก็เป็น ระบบไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย โดยมีหัวใจ ทำหน้าที่คล้ายก๊อก หรือปั๊มน้ำ คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย เลือดไหลแรงดี ความดันก็ดี หากหัวใจบีบตัวไม่ดี เลือดไหลอ่อน ความดันก็ลดลง นอกจากนั้นแล้วความดันในหลอดเลือดยังขึ้นกับสภาพของหลอดเลือดด้วย หากหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี จะปรับความดันได้ดี ไม่ให้สูงเกินไป แต่หากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น หรือ แข็งตัว ก็จะทำให้ความดันเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ให้กลับสูสภาวะปกติ และปรับความสมดุลภายในร่างกาย

โคเลสเตอรอล : สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด 
โดยทั่วไปเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผนังของหลอดเลือดแดงจะแข็งตัวขึ้น ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ถ้ามีแผ่นคราบไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโคเลสเตอรอล มาเกาะติดที่ผนังด้านใน จะทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อเป็นมากขึ้น เลือดจะไหลผ่านไม่ดี เกิดเป็นก้อนอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด จากการศึกษาในประชากรทั่วโลก พบว่า ผู้ใหญ่ที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด สูงเกินกว่า 260 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือด สูงกว่าคนที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด น้อยกว่า 220 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ประมาณ 3-5 เท่า
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบเลือด ระบบหลอดเลือด ลดความข้นเหนียวของเลือด ให้กลับสูสภาวะปกติ และปรับความสมดุลภายในร่างกาย ที่สำคัญช่วยลดอัตราความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจได้

นิ่วในถุงน้ำดี
เกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) หรือโคเลสเตอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้ เชื่อว่าเกี่ยวกับการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี และความไม่สมดุลของส่วนประกอบในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้ อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือก้อนเล็ก ๆ หลายๆ ก้อนก็ได้รวมทั้งคนที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง หญิงที่มีบุตรแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ทาลัสซีเมีย โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก จะมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไป ในปัจจุบันไม่มียาที่รับประทานแล้วนิ่วหายไปได้ทันที คนที่รับประทานยารักษาโรคนิ่ว ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ที่สำคัญยาที่ใช้รักษามีราคาแพง
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย และที่สำคัญช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ลดอัตราการติดเชื้อได้

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่ง โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสมมากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลัน แล้วผื่นก็หายไปบางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบเป็นต้น
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูและบำบัดผิวหนังที่มีอาการอักเสบ ให้กลับสูภาวะปกติ

โรคภูมิแพ้ อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลกพบว่าเพิ่มขึ้น 3 - 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทย มีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ย คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30, โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10-15, โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หูชั้นกลางอักเสบ, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ
เอ็นไซม์ :จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบย่อยอาหาร ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษา และควบคุมตลอดชีวิต โรคนี้พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ 15-20 ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป ผู้ป่วยด้วยความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอาจตรวจพบ โดยการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น แล้วแพทย์วัดความดันของเลือดพบว่าผิดปกติ สำหรับที่รายมีอาการจะมีอาการมึนงง ตาพร่ามัว ปวดศีรษะตรงท้ายทอย มักจะปวดตอนตื่นนอน เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย บางรายเลือดกำเดาออกบ่อยๆ อาการดังกล่าว อาจเกิดจากโรคอื่นได้อีกหลายโรค และที่สำคัญที่สุดความดันโลหิตสูง บางรายอาจไม่มีอาการใดเลยก็ได้ นอกจากตรวจวัดด้วยเครื่องมือแพทย์จึงจะทราบ ฉะนั้น ถ้าท่านสงสัยว่าเป็นโรคนี้ หรือท่านที่มีอายุเกิน 35 ปี จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเป็นอัมพาต เกิดจากหัวใจล้มเหลว, หลอดเลือดเลือดหัวใจตีบ มากกว่าผู้ที่ไม่มีโรคความดันโลหิตสูง
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ให้กลับสูสภาวะปกติ และปรับความสมดุลภายในร่างกาย
 

โรคตับ
ความจริงคำว่าโรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเท่าไรนัก ไปจนถึงผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม หรือท้องมานก็ได้ ซึ่งหมายถึงมีการเสื่อมสภาพของตับไปมาก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง คงต้อง
การการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกกำจัดโดยผ่านตับ การที่ตับมีการทำงานบกพร่องเนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง อาจทำให้มีการสะสมของยามากจนเกิดโทษ ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งไม่ควรรับประทานยาลดไข้พวก เกินกว่าวันละ 1500 mg หรือทานติดต่อกันนานเกิน 3 วัน อย่างไรก็ตามในผู้ที่เป็นตับอักเสบเล็กน้อย หรือพาหะของตับอักเสบบี สามารถทาน paracetamol ได้ในขนาดปกติ สำหรับยาแก้ปวดนั้นผู้ที่เป็นตับแข็งควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวด พวกที่เป็นแอสไพรินทั้งหลาย เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตลดลงจนอาจทำให้มีการเสื่อมหน้าที่ของไต หรือไตวายได้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นแทน

เอ็นไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของระบบเลือดให้ดียิ่งขึ้น

โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
โรคคอพอกเป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่ลำคอด้านหน้า ต่ำกว่าลูกกระเดือกเล็กน้อย ทำหน้าที่สร้างและหลั่ง ฮอร์โมนไธรอยด์ออกสู่กระแสเลือด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะหัวใจและประสาท โรคคอพอกเป็นพิษ เป็นการเสียสมดุลของฮอร์โมนไธรอยด์ โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเล แต่มีปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้อง คือ ระบบประสาทถูกฮอร์โมนไทรอยด์กระตุ้นมากขึ้น ทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน มือสั่น ตกใจง่าย ลำไส้ถูกกระตุ้น ทำให้ถ่ายอุจจาระบ่อยวันละหลายๆ ครั้ง กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและขามักอ่อนแรง บางครั้งเมื่อนั่งยองๆ ก็ลุกไม่ไหว ประจำเดือนอาจมาน้อย หรือห่างออกไป นัยน์ตาอาจโตโปนถลน หรือหนังตาบนหดรั้งขึ้นไป ทำให้เห็นตาขาวข้างบนชัด
ดูคล้ายคนดุ
เอ็นไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ให้กลับสู่สภาวะปกติ

 โรคมะเร็ง
เมื่อกล่าวถึง โรคมะเร็ง ใครๆ ก็พากันกลัวไม่อยากเป็นด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่แพทย์ หรือผู้อยู่ในวงการแพทย์ เพราะเราต่างรู้สึกว่า โรคนี้รักษาก็ไม่หาย ทรมาน ก็ทรมาน ใครเป็นมะเร็งแล้ว ดูจะไม่มีความหวังเอาเสียเลย หากโชคดีไม่ถึงตาย ก็ต้องมีสภาพที่ไม่น่าดูไปตลอดชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการการป้องกัน ดูจะเป็นหนทางที่ง่ายประหยัด และคุ้มค่ากว่าการรักษาอยู่หลายขุม เพียงแต่ว่าเรารู้จักโรคมะเร็ง สาเหตุของมัน และรู้จักตัวเราเองดีพอหรือยัง ถ้ามั่นใจว่าวันนี้ เราจะยืนหยัดขึ้นต่อสู้กับมะเร็ง โดยไม่เกรงกลัวแล้ว แค่การดูแลตัวเอง เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะป้องกันตัวเอง ไม่ให้เป็นโรคมะเร็งได้ตั้งหลายๆ ชนิด อวัยวะของเรา ประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด ของชีวิตจำนวนมากมาย เซลล์เหล่านี้ เมื่อถึงอายุขัย ก็จะถูกทำลายลง ในขณะที่มีการสร้างเซลล์ใหม่ ขึ้นมาทดแทนด้วยขบวนการแบ่งตัว การแบ่งตัวของเซลล์ถูกควบคุม ให้เป็นระเบียบ ด้วยหน่วยทางพันธุกรรมในเซลล์เอง และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่มีหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอม หรือพวกเซลล์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย แต่หากขบวนการธรรมชาติเหล่านี้ถูกรบกวน ระบบควบคุมป้องกันเอียงเสียศูนย์ไปเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละคะ ที่อาจจะโดน โรคมะเร็งถามหาได้ !
เอ็นไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของระบบเลือดให้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้  ท่านที่มีเชื้ออยู่
เมื่อรับประทานเอนไซม์เข้าไปแล้วเอนไซม์จะเข้าไปทำลายโปรตีนที่ห่อหุ้มหรือป้องกันเซลล์มะเร็งเมื่อสารโปรตีนตัวที่ห่อหุ้มเซลล์มะเร็งถูกทำลายเม็ดเลือดขาวในร่างกายของเราก็จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งก็ต้องเข้มงวดในเรื่องของการรับประทานอาหารเป็นอย่างมากเพราะอาหารบางอย่างที่รับประทานเข้าไปก็จะไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้น
เอนไซม์บำบัดสำหรับอาการเจ็บป่วยและภาวะต่างๆที่ทำให้ร่างกายผิดปกติ

โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนของโลหิต เอนไซม์มีความสำคัญในการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน  ลดความเหนียวของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงในหลอดโลหิต และโคเลสเตอรอลลดความเข้มข้นลง  ถ้าเลือดดี ทุกอย่างในร่างกายก็เป็นปกติ
ลดการอักเสบ (Inflammation) เพราะเอนไซม์มีหน้าที่ซ่อมแซมและเนื้อเยื่อต่างๆ (Tissue Repair) เร่งสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งมันสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมในเลือด ทั้งสารพิษ (Toxin) ที่ดูดซึมจากลำไส้ใหญ่ รวมกับสารอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติ

โรคเอดส์ (AIDS) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อมหรือบกพร่องมิได้เป็นเองตั้งแต่เกิด แต่ติดเชื้อไวรัสที่เรียก Human Immuno-deficiency Virus หรือ HIV (เอช ไอ วี)ติดต่อกันโดยทางเพศสัมพันธ์ หรือทางเลือดหรือ จากแม่ที่ติดเชื้อสู่ทารกในครรภ์
ระบบลำไส้ ท้องขึ้นท้องเฟ้อ จากอาหารไม่ย่อย (Indigestion) ปากอาจเปื่อย ผายลมมีกลิ่นเหม็น บางครั้งจะนอนไม่หลับ ท้องร่วงสลับกับท้องผูก ในรายท้องร่วง บางครั้งอุจจาระมีไขมันปนมาก

ไขมันในหลอดเลือด เอนไซม์ย่อยไขมันในเลือดทำให้โคเลสเตอรอลลดลง ซึ่งถ้าขาดเอนไซม์จะทำให้เลือดไหลผ่านหลอดโลหิตที่ตีบตันไปได้ยาก ความดันโลหิตจึงต้องเพิ่มสูงขึ้นเพื่อขับดันเลือดไหลผ่าน และหัวใจซึ่งต้องการเลือดจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงเพราะ ต้องทำงานหนักขึ้น ก็อาจได้รับไม่เพียงพอ ทำให้หัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจพิการได้

โรคอ้วน คือ สภาวะร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป มีได้หลายสาเหตุ เช่น กินจุแต่ออกกำลังน้อย ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ศูนย์ควบคุมความอิ่มของสมองส่วนล่าง (Hypothalamus) ถูกกระทบ กระเทือน กรรมพันธุ์ รวมทั้ง เกิดจากความเครียด การใช้เอนไซม์ย่อยไขมันจะช่วยได้แต่ เป็นการบำบัดตรงปลายเหตุ

การอักเสบต่างๆ รวมทั้งการมีบาดแผล เอนไซม์จะย่อยหนอง (Pus) กำจัดโปรตีนที่แปลกปลอม เอนไซม์จะเข้าไปย่อยเปลือกผิวออก ทำให้ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าถึงและทำลายเชื้อโรคต่างๆ ได้ เอนไซม์ทำให้เลือดไหลเวียนดี ผิวหนังจึงได้รับสารอาหารและออกซิเจนสมบูรณ์ เซลล์เกิดใหม่ง่าย แผลหายเร็ว ในปี ค.ศ.1977 มีการใช้มะละกอปิดแผลผ่าตัด เล่ากันว่า วิธีนี้ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
อาการอ่อนเพลีย (Chronic Fatigue Syndrome) ความเครียดทำให้รู้สึกไม่มีแรง  การใช้เอนไซม์เสริมก็จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ทำงานปกติ  ของเสียจะถูกพาออกมาทิ้งนอกเซลล์ จึงสดชื่นแข็งแรง และถ้าเชื้อไวรัสเป็นต้นเหตุอ่อนเพลียเรื้อรัง เอนไซม์ร่วมกับภูมิต้านทานที่แข็งแรงขึ้นจะกำจัดไวรัสให้หมด โดยเอนไซม์จะย่อยโปรตีนหุ้ม   (Protein Film) ไวรัส

โรคภูมิแพ้ เกิดจากมีความไวค่อนข้างสูงเกินไปของปฏิกิริยาเคมีในร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม และถ้าเป็นมากอาจหมดสติ ถึงตายได้ การแพ้ (Allergy) นี้พบได้มากกว่าร้อยละ 15 ของคนทั่วไป เอนไซม์เสริมจะช่วยย่อยอาหารให้สมบูรณ์จนไม่เกิดมีอณูใหญ่หลงเข้ามาในกระแสโลหิต และเมตาบอลิค เอนไซม์จะย่อยสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในเลือดจนหมด ทำให้อาการแพ้ต่างๆ ทุเลาลงได้ ในกรณีที่คนไข้เป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (โรคเอสแอลอี SLE)ซึ่งเกิดจากการผิดปรกติของภูมิต้านทาน(Antibody) ซึ่งจะมีผลกับข้อต่อ เยื่อเมือก ผิวหนัง และอวัยวะภายใน การใช้เอนไซม์เสริมร่วมในการรักษาด้วยจะทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นและระยะเวลาในการรักษาก็จะน้อยลง  เอนไซม์จะไปแก้ไขที่ต้นเหตุและสามารถทำให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม

 

พิษของยาพารา  เนื่องจาก พาราเซตามอล เป็นยาบรรเทาอาการปวด ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร และการแข็งตัวของเลือดเหมือนยากลุ่มเอ็นแซท  เช่น หากใช้ในขนาดการรักษาปกติ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้พิษสงของยานี้เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เป็นเหตุให้
ปริมาณการใช้ยาตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พาราเซตามอลกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี ปวดศีรษะ ไข้หวัด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ก็พาราเซตามอล  ยิ่งกว่านั้นบางรายปวดท้อง เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ก็กินพาราเซตามอล ซึ่งพาราเซตามอลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้แค่ให้สบายใจขึ้นเพราะได้กินยาแล้ว บ้างก็มัว
แต่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมดูแลรักษากันพลอยทำให้โรคที่เป็นอยู่ลุกลามมากขึ้นต้องเสียเงินรักษามากขึ้นโดยใช่เหตุ
  
เรื่องของยาตีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่เดิมไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดว่าพาราเซตามอลเป็นยา สามัญประจำบ้าน ไม่มีพิษสงอะไร ไม่ตีกับยาอื่น แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วเนื่องจากระยะหลังนักวิจัยได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะคนใช้ยาพาราเซตามอล  มากขึ้นยังกับพาราเซตามอลเป็นขนมอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างหนึ่งที่พบเองก็คือ พาราเซตามอลตีกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่งในผู้ที่เป็นเลือดข้น คือพาราเซตามอลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงได้หากได้รับในปริมาณมาก อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเท่ากับไปเสริมฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดจนทำให้ผู้นั้นเกิดเลือดออกผิดปกติขึ้น ทางที่ดีคุณควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่าที่จำเป็นก็พอ
เอ็นไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของระบบเลือดให้ดียิ่งขึ้น

วิธีใช้เอนไซม์สำหรับผู้มีโรคภัยไข้เจ็บ

 ในสัปดาห์แรก ควรเริ่มต้นด้วยการดื่มเอนไซม์สูตรล้างพิษ ควบคู่ไปกับการดื่มเอนไซม์  จากนั้นก็ให้ดื่มเอนไซม์ 5 – 10 กรัมกับน้ำอุ่นหรือน้ำนม หรือดื่มตามปัญหาสุขภาพ  วันละสอง-สามครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน  เย็น 30 นาที
 หลังดื่มเอนไซม์แล้วจะเกิดอาการต่าง ๆ ปรากฎตามร่างกายหรือจะปวดบางแห่งภายในร่างกาย นั่นเป็นเพราะเอนไซม์กับออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาตามจุดที่เป็นโรค มีเชื้อโรค มีการอักเสบ และมีสารพิษในร่างกาย ทำให้อวัยวะส่วนที่เคยหยุดทำงานกลับฟื้นคืนทำงานปกติ เช่น สิ่งสกปรกค้างในลำไส้มาช้านานเริ่มมีการขับถ่าย จะเกิดอาการปวดท้อง เป็นต้น หรือสารพิษในร่างกายเกิดการเคลื่อนย้ายก็มีอาการปวดเกิดขึ้นเช่นกัน เช่นโรคไขข้อ โรคเก๊าท์ อัมพฤกอัมพาต เป็นต้น เป็นที่น่ายินดีกับท่านที่มีอาการเช่นนี้ เพราะแสดงว่าเอนไซม์บำบัดอาการต่างๆของโรคได้ตรงที่ตรงจุด และสามารถหายได้เป็นปกติหมือนเดิม

 บางคนตื่นตกใจคิดว่าโรคภัยไข้เจ็บกำเริบขึ้น หรือเป็นผลข้างเคียงจากการดื่มเอนไซม์ อันที่จริงการเกิดอาการเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคนที่ดื่มเอนไซม์ ผู้ที่ร่างกายแข็งแรงจะเกิดอาการนี้ไม่มากนัก สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์มีโรคภัยไข้เจ็บมาก ๆ เนื่องจากเซลล์ในร่างกายตายไปแล้วไม่สามารถตอบสร้างเซลล์ใหม่ ก็จะไม่มีอาการต่าง ๆ ตามร่างกายมากนัก ส่วนผู้ที่กินแล้วเกิดอาการต่าง ๆ ตามร่างกายที่เด่นชัด คือ ผู้ป่วยที่มีร่างกายกึ่งสมบูรณ์ ที่สามารถตอบรับการสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าได้ น่ายินดีที่ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บได้

ตัวอย่างอาการตอบรับตามปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
ผู้มีกรดยูริกมาก              - ง่วงนอน  คอแห้ง ลิ้นแห้ง
                                  - กลางคืนจะปัสสาวะมาก และ ผายลมบ่อย
ความดันสูง                    - ปวดศรีษะ ความดันจะสูงขึ้น บางครั้งอาเจียน
โลหิตจาง                       - ร้อนบริเวณหน้าอก ไม่เจริญอาหาร ถ้าเป็นโรคกระเพาะจะเจ็บมากขึ้น
กระเพาะเป็นแผล            - จุดที่กระเพาะเจ็บจะมีอาการเจ็บมากขึ้น  มีกลิ่นปาก มีอาการคล้ายโรคบิด
โรคลำไส้                      - มีอาการคลายโรคบิด
โรคหัวใจ                       - หายใจถี่ไม่สม่ำเสมอ อารมณ์หงุดหงิด ปวดศรีษะ เจ็บไต ปัสสาวะเพิ่มและเปลี่ยนสี
อ่อนเพลีย คันตัว  ขาบวม
โรคตับ                         - ระบายลมที่ค้างในหน้าอก
                                  - วิงเวียนศรีษะ
                                  - อาเจียน
                                  - คล้ายอีสุกอีใส
                                  - คันทั่วตัว
                                  - กระหายน้ำ อ่อนระโหยโรยแรง
                                  - ออกเหลืองทั่วตัวคล้ายดีซ่าน
                                  - ท้องผูก
                                  - อุจจาระมีเลือด
โรคเบาหวาน                 - ตัวบวมคันตามตัว น้ำตาลลดเพิ่ม ปากแห้ง สายตามัว
โรคปอด                       - บ้วนเสมหะ มีอาการเหมือนโรคหืด ไอปวดนิด ๆ
โรคไซนัส                     - น้ำมูกจะมากขึ้น
ประสาทอ่อน                 - กลางคืนนอนไม่หลับ เช้าปกติไม่ง่วงนอน
โรคลมตะกัง                  - มีอาการปวดศรีษะติดต่อกันหลายวัน
โรคผิวหนัง                    - อาการเป็นผด ผื่น คัน
โรคริดสีดวง                  - ขับถ่ายมีเลือดเพิ่มขึ้น
โรคเกาต์ไขข้ออักเสบ      - บริเวณอักเสบจะปวดเมื่อยมากขึ้น
โลหิตหมุนเวียนไม่สะดวก  - ปวดเมื่อยทั้งตัว เหน็ดเหนื่อยเกียจคร้าน
ความดันต่ำ                    - รูจมูก โพรงปาก มีเลือดไหลซึม ๆ
ปวดศรีษะซีกเดียว           - ประสาทดีขึ้น เวลาหลับจะหลับสนิท
ประจำเดือนไม่ปกติ          - คันช่องคลอด ประจำเดือนบางครั้งติดมาเป็นก้อน (เป็นการระบายของเสียประจำเดือน) ประจำเดือนมาไม่
                                     ปกติอาจมาก่อนกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับถ่ายของเสียเป็นตัวกำหนด

อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏหลังดื่มเอนไซม์

หากเกิดเร็วจะเกิดภายในวันที่เริ่มทานหากเกิดขึ้นช้าจะเกิดภายใน 1 – 2 เดือน ระยะเวลาที่มีอาการและความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของแต่ละบุคคล เช่น คน ๆ เดียวอาจเกิดอาการหลายครั้ง และอาจไม่เรียงลำดับตามข้างต้น ถ้าทนไม่ไหวควรลดปริมาณเอนไซม์เหลือครึ่งหนึ่ง และดื่มต่อไปเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูจากปัญหาสุขต่าง ๆ อย่าหยุดใช้เอนไซม์ในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้น การฟื้นฟูร่งกายจะเป็นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ผลอะไร
 
หลังจากดื่มเอนไซม์แล้ว หากร่างกายมีอาการตอบรับกลุ่มเซลล์ภายในร่งกายจะแสดงว่าท่านได้เริ่มฟื้นคืนสู่สุขภาพปกติ แข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาสุขภาพและสารพิษต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างกายมีอาการที่ดีขึ้นมาก มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เบิกบาน เปล่งปลั่ง อารมณ์ดี อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ร่างกายกลับสู่ภาวะที่ดีแล้ว ก็ควรดื่มเอนไซม์ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ลดจำนวนการอื่มลงอาจจะเหลือเพียง 1 – 2 ครั้งต่อวัน เพื่อรักษาภาวะสมดุลของเอนไซม์ในร่างกาย และเป็นการป้องกันการกลับมามีปัญหาสุขภาพเช่นเดิมอีก

วิธีการใช้เอนไซม์ตามปัญหาสุขภาพต่าง ๆ

   1. ดูแลผิวพรรณบนใบหน้า
      ผลการใช้        ขจัดสารเคมีตกค้างจากการใช้เครื่องสำอางค์ สิว ผ้า กระ ด่าง
                            ดำบน ใบหน้าจะค่อยๆ จางลง ทำให้ผิวหน้านุ่มนวลขึ้น
      วิธีการใช้         ล้างหน้าให้สะอาด ผสมเอนไซม์ 2 – 3 กรัม กับน้ำสะอาด
                            และชโลม ลงใบหน้า (สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง) ในช่วงแรกอาจ
                            มีอาการคัน เหมือนมีมดเดินบนใบหน้า แต่ไม่ก็จะหาย
   2. ใช้ลดน้ำหนัก
       ผลการใช้ ช่วยในการเผาผลาญไขมัน
       วิธีการใช้ (ดูวิธีใช้เอนไซม์เพื่อลดน้ำหนัก)
   3. ใช้เพิ่มน้ำหนัก
       ผลการใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารของกระเพาะ ลำไส้
       วิธีการใช้ ดื่มเอนไซม์หลังอาหาร 30 นาที วันละ 3 เวลา
   4. โรคเก๊าท์
       ผลการใช้ ครึ่งเดือน – สามเดือน
   5. โรคริดสีดวง
       ผลการใช้ เดือนครึ่ง – สามเดือน
   6. ปวดเมื่อยบั้นเอว
       ผลการใช้ 2 – 4 สัปดาห์
   7. ไซนัส
       ผลการใช้ 1 – 2 เดือน
   8. เนื้องอก ต่อมไทรอยด์อักเสบ เอ็นเคล็ด เบาหวาน ความดันสูง
       ผลการใช้ 1 – 3 เดือน
     

   9. ไม่กระปรี้กระเปร่า
       ผลการใช้  1 – 3  เดือน
       วิธีการใช้  จากรายการ 4 – 10
       - เดือนที่ 1 ดื่มวันละ 4 เวลา ครั้งละ 5 – 10 กรัม
    10.  กระเพาะอาหารเป็นแผล
      ผลการใช้ 3 – 6  เดือน
      วิธีการใช้    ดื่มครั้งละ 5 – 10 กรัม
    11.  สะอึก
      ผลการใช้ 30 นาที
      วิธีการใช้            ดื่มครั้งละ 5 – 10 กรัม
    12. เมาสุรา
      ผลการใช้ 30 นาที
      วิธีการใช้           ดื่มก่อน หลัง หรือขณะกำลังดื่มสุรา 5 – 10 กรัม
    13. ท้องผูก
      ผลการใช้ ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ภายใน 1 – 5 วัน
      วิธีการใช้            ดื่มเอนไซม์หลังทานอาหารทันที
    14. ท้องเดิน ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
      ผลการใช้ 10 – 30 นาที
      วิธีการใช้            ดื่มเอนไซม์ 5 – 10 กรัม เมื่อมีอาการ
    15. ตั้งครรภ์ยาก
      ผลการใช้ เพิ่มเชื้ออสุจิในฝ่ายชายและเร่งการตั้งครรภ์ในฝ่ายหญิง
      วิธีการใช้ ดื่มวันละ 3 เวลา  ครั้งละ 5 – 10 กรัม
    16. ประจำเดือน
     ผลการใช้ ปรับฮอร์โมนให้สมดุลย์ในบางกรณีอาจมีประจำเดือน
     วิธีการใช้ ดื่มวันละ 3 เวลา  ครั้งละ 5 – 10 กรัม
    17. เป็นผดผื่นคัน
     ผลการใช้ 3 – 14 วัน
     วิธีการใช้ ผสมน้ำแช่ล้ง วันละ 2 – 4 ครั้ง
     ผลการใช้ 7 วัน
     วิธีการใช้   ผสมเอนไซม์ 5 – 10 กรัม กับน้ำอุ่น แล้วแช่วันละ 1-2 ครั้ง
                      (หากทานด้วยจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น)
   18.ฟกช้ำเลือดคลั่ง
     ผลการใช้ 4 – 6 ชั่วโมง
   19. แผลเรื้อรัง แผลสด น้ำร้อนลวก
     ผลการใช้ แผลหายเร็วขึ้น
   20. แผลกดทับ
      ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อตายหรือเน่าเปื่อย เพราะนั่งหรือนอนมากเกินไป ทำให้
      ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อส่วน นั้นถูกกดทับเป็นเวลานาน  อาจไปขัดขวางการ
      หมุนเวียนของเลือด

      ผลการใช้ แผลหายเร็วขึ้น
     วิธีการใช้ จากรายการ 19 – 21
                 ล้างแผลให้สะอาด โรยผงเอนไซม์ลงบนบาดแผล        (หากแผลแห้ง ให้ผสมผงเอนไซม์กับน้ำอุ่นแล้วปิดบนบาดแผล)

อาหารที่ควรงดเว้น

อาหารรสเค็ม  รสจัด   น้ำอัดลมทุกชนิด    น้ำส้มสายชู  
น้ำตาลทรายขาว  ผงชูรส  ของหมักดองทุกอย่าง   
แอลกอฮอร์ทุกประเภท    งดการสูบบุหรี่

ส่วนในสุภาพสตรีอาหารที่ควรงดเพิ่มเติมอีกคือ 
เมล็ดพืชทุกชนิด  น้ำมะพร้าว 
และยอดผักอ่อนๆทุกอย่างจะเป็นการดี
วิธีรับประทานเอนไซม์แบบได้ผล
รับประทานเอนไซม์ใช้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่นก่อนอาหาร  30  นาที  เช้า กลางวัน เย็น  ครั้งละ 2 ซอง
เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ก่อนนอนล้างลำไส้ซัมเมอร์พลัส กับน้ำในตู้เย็นครั้งละ 1 ซอง ตามด้วยน้ำเย็นอีก 1แก้ว     

อ/ย 10 -3- 10838 -1- 0001

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  090-946-1717  อ.พล


Online: 1 Visits: 39,657 Today: 8 PageView/Month: 798